บทความ

รู้ทัน “อีเมลปลอม” เมื่ออีเมลไม่ปลอมชื่อ แต่ปลอมพฤติกรรม

on ธันวาคม 24, 2025        by Administrator

ผู้เขียน : คุณชยา ลิมจิตติ และ คุณเสาวนีย์ จุ้ยฤทธิ์

ในช่วงที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ “บัญชีอีเมลจริงขององค์กรที่เชื่อถือได้” ถูกยึดครองโดยผู้ไม่หวังดี แล้วถูกนำไปใช้ส่งอีเมลหลอกลวงหรือฟิชชิ่งเมล (Phishing Mail) ถึงประชาชนจำนวนมาก อาทิ การชวนลงทุนผลตอบแทนสูง การแนบลิงก์ปลอม การแจ้งยอดค้างชำระ หรือการขอข้อมูลส่วนบุคคล ผู้รับจึงมักหลงเชื่อ เนื่องจากเห็นว่าอีเมลผู้ส่งเป็นของจริง

สิ่งสำคัญคือ เหตุการณ์ลักษณะนี้ ไม่ใช่การแฮกโดเมนเนม หรือแฮกโครงสร้าง DNS แต่เป็นการยึดบัญชีผู้ใช้อีเมล (Email Account Takeover) ซึ่งทำให้การตรวจจับโดยระบบป้องกันทั่วไปทำได้ยาก และอีเมลหลอกลวงจึงมีความน่าเชื่อถือมากเป็นพิเศษ

บทความนี้สรุปกลไกการโจมตี พร้อมแนวทางตรวจสอบที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ทันที

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อีเมลหลอกหลวง หรือฟิชชิ่งเมล (Phishing mail)  ที่มาจาก “อีเมลจริง” คืออะไร?

ฟิชชิ่งเมล ที่มาจาก “อีเมลจริง”  คือการที่สแกมเมอร์หรือผู้ไม่หวังดีสามารถแฮกบัญชีอีเมลของเจ้าหน้าที่ในองค์กร แล้วนำบัญชีนั้นไปส่งข้อความหลอกลวงในนามองค์กร ทำให้เนื้อหาและรูปแบบดูสมจริงกว่าการสร้างอีเมลปลอมทั่วไป ความน่ากังวลคือ ผู้รับอาจไม่ทันระวัง เพราะ เห็นชื่อผู้ส่งที่คุ้นเคย และเชื่อว่าเป็นอีเมลจริง

จากรูปอธิบายตามลำดับดังนี้

  1. สแกมเมอร์หรือผู้หลอกลวง ทำการแฮกหรือเจาะระบบจัดการอีเมลขององค์กรสำเร็จ 
  2. สแกมเมอร์ ได้ชื่อบัญชีอีเมล และรหัสผ่าน ของเจ้าหน้าที่ในองค์กร และได้สิทธิ์ในการส่งอีเมลนั้น
  3. สแกมเมอร์ใช้สิทธิ์การส่งอีเมลจากอีเมลจริงขององค์กร โดยส่งอีเมลที่มีเนื้อหาหลอกลวงให้ผู้รับ (เหยื่อ) ซึ่งผู้รับก็อาจจะไม่ทันระวังเนื่อจากชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นอีเมลที่คุ้นเคย ประกอบกับเนื้อหาในอีเมลมีความใกล้เคียงหรือเป็นทางการเหมือนถูกส่งมาจากผู้ส่งตัวจริง จึงเผลอดำเนินการตามเนื้อหาในอีเมลนั้น เช่น บัญชีของคุณจะถูกระงับ กรุณายืนยันตัวตนภายใน 24 ชั่วโมง โดยกดที่ลิงก์ที่แนบมา
  4. เมื่อเหยื่อเผลอคลิกลิงก์ หรือเปิดโปรแกรมที่แนบมากับอีเมล อาจสูญเสียทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล ได้

ทำไมอีเมลที่ถูกแฮกจึงอันตรายกว่าอีเมลปลอมทั่วไป?

  1. เพราะเป็นการแฮกอีเมล ที่สามารถแฮกผ่านระบบตรวจสอบอัตโนมัติของระบบบริการอีเมลได้ ทำให้สแกมเมอร์ได้บัญชีอีเมลและรหัสผ่าน พร้อมสิทธิ์การส่งอีเมลนั้น
  2. สแกมเมอร์สามารถใช้รูปแบบภาษาและโทนในการเขียนอีเมลเสมือนส่งมาจากองค์กรนั้นจริง ๆ   ผู้รับจึงยากที่จะแยกแยะว่าเป็นข้อความปลอม
  3. สแกมเมอร์ใช้ความคุ้นชินของผู้รับอีเมลเป็นจุดโจมตี เมื่อผู้ใช้อีเมลเห็นอีเมลเดิมที่เคยติดต่อ ผู้รับจะคลิกเร็วขึ้นโดยไม่ได้ตรวจสอบ
  4. สแกมเมอร์สามารถหลอกได้แม้เป็นผู้ใช้ที่มีประสบการณ์  เพราะสัญญาณเตือนมีน้อยมาก เนื่องจากเป็นอีเมลจริง หากไม่สังเกตรายละเอียดจะตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

แนวทางตรวจสอบอีเมลแบบ “อีเมลจริงแต่พฤติกรรมปลอม”

ด้านล่างนี้คือ  4 ขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบผู้ส่งอย่างละเอียด

อย่ามองแค่ “ชื่อผู้ส่ง” ให้ตรวจดู “ที่อยู่อีเมลจริง” โดย

  • คลิกชื่อผู้ส่งเพื่อดูอีเมลเต็ม

  • ระวังโดเมนเนมที่คล้ายของจริง เช่น เพิ่มคำพ่วงท้าย หรือใช้ตัวอักษรคล้ายกัน (rn แทน m)

  • ตรวจสอบว่าองค์กรที่ถูกต้องใช้โดเมนเฉพาะ เช่น @scb.co.th, @rd.go.th

ตัวอย่าง

  • ✅ customerservice@bualuang.co.th (อีเมลจริง)
  • ❌ customerservice@bualuang-thailand.ml (อันตราย)

ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอีเมลจริง ก็อาจจะเชื่อถือไม่ได้ ( เพราะว่า อาจเกิดจากกรณีที่สแกมเมอร์ หรือผู้หลอกลวง ได้สิทธิการส่งอีเมลจริงตามเหตุการณ์ข้างต้น) ดังนั้น ยังต้องตรวจสอบตามขั้นตอนถัดไปด้วย

ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์เนื้อหาและพฤติกรรมข้อความ

แม้อีเมลผู้ส่งจะเป็นของจริง ก็ยังต้องระวัง หากมีสัญญาณดังต่อไปนี้

เนื้อหาที่แสดงถึง ความเร่งด่วน !!!

  • “บัญชีของคุณจะถูกระงับภายใน 24 ชั่วโมง”

  • “กรุณายืนยันตัวตนทันที มิฉะนั้นจะไม่สามารถใช้งานได้”

  • “คุณได้รับรางวัล รีบกรอกข้อมูลภายในวันนี้”

ความผิดปกติของข้อความ

  • ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่ไม่สละสลวย

  • มีตัวสะกดผิด หรือไวยากรณ์ผิด

  • ใช้คำเรียกที่ไม่เหมาะสม เช่น “ลูกค้าที่รัก” แทนที่จะระบุชื่อจริง

ไฟล์แนบหรือลิงก์ผิดปกติ

  • ไฟล์ .html, .zip, .exe

  • ลิงก์ยาวผิดปกติ หรือเป็นลิงก์ย่อที่ไม่ทราบปลายทาง

  • ลิงก์ที่อยู่ในอีเมลมักจะไม่ตรงกับชื่อโดเมนของผู้ส่งอีเมลนั้น ๆ

ขั้นตอนที่ 3: ห้ามคลิกโดยทันที ต้องตรวจสอบลิงก์ก่อน

ลิงก์ในอีเมลอาจ “แสดงข้อความเหมือนของจริง” แต่ปลายทางอาจเป็นเว็บปลอม หากเผลอคลิกอาจนำไปสู่การขโมยข้อมูลหรือดูดเงินได้ ดังนั้นตรวจสอบก่อน 

  1. ตรวจสอบลิงก์

บนคอมพิวเตอร์

  • วางเมาส์เหนือข้อความลิงก์ (ยังไม่ต้องคลิก)

  • ดู URL ที่ปรากฏมุมล่างซ้ายของเบราว์เซอร์ หรือบนข้อความเมื่อนำเมาส์ไปวางเหนือลิงก์

บนมือถือ

  • กดค้างที่ลิงก์ → เลือก “คัดลอกลิงก์”

  • วางในแอป Notes/บันทึก เพื่อดู URL ให้ครบก่อนตัดสินใจ

  • ถ้าลิงก์ยาวผิดปกติ หรืออ่านแล้วไม่มั่นใจ อย่าคลิก

สัญญาณเตือนที่ควรระวัง

  • ใช้ชื่อโดเมนแปลกที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการ หรือชื่อโดเมนไม่ตรงกับผู้ส่ง
  • มีคำว่า secure, login, verify แทรกผิดปกติ
  • ใช้ลิงก์ย่อ (Short URL) ที่มองไม่เห็นปลายทางจริง


      ตัวอย่าง URL ที่ควรระวัง

  • https://kbank-secure-login.xyz/verify

  • https://bit.ly/ka83hf

     ตัวอย่าง URL ปลอดภัย

  • https://www.thnic.or.th

  • https://www.scb.co.th

    2. นำลิงก์มาตรวจเบื้องต้นที่  เช็กก่อน

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบซ้ำไปยังต้นทางผู้ส่ง หรือ ยืนยันผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานนั้น

ห้ามเชื่ออีเมลเพียงอย่างเดียว ให้ตรวจสอบซ้ำโดย

  1. เข้าเว็บไซต์หรือแอปของหน่วยงานของผู้ส่งด้วยตนเอง

  2. ตรวจสอบว่ามีการแจ้งเตือนจริงหรือไม่

  3. โทรสอบถามผ่าน Call Center หรือช่องทางทางการขององค์กร

บทสรุป:  อีเมลจริงที่ถูกแฮก “น่ากลัวกว่าอีเมลปลอม”

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้อีเมลจะส่งมาจากบัญชีจริงขององค์กร แต่เนื้อหาภายในสามารถบอกสัญญาณของภัยได้อย่างชัดเจน การมีสติ ตรวจสอบก่อนคลิก และไม่ประมาท คือเกราะป้องกันสำคัญที่สุดของผู้ใช้ในยุคที่การโจมตีมีความซับซ้อนมากขึ้น

ถ้าไม่มั่นใจ ต้องการให้เราช่วยตรวจสอบอีเมลหรือลิงก์ที่น่าสงสัย ส่งมาให้เราช่วยตรวจได้ที่
📧 checkplease@thnic.or.th หรือ “ช่วยเช็ก@ทีเอชนิค.องค์กร.ไทย

Share :

THNIC Facebook Page

Member of

โครงการของมูลนิธิ