บทความทั่วไป

แนวทางกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย

on ตุลาคม 19, 2022        by Naritcha

ผู้เขียน  รศ.ดร. ภูมินทร์  บุตรอินทร์ และ นายศิรวัฒน์  ไชยบาง

           ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) เป็นเทคโนโลยีที่ริเริ่มคิดค้นมานานแล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยีในสมัยก่อนทำให้ส่วนใหญ่เป็นเพียงแนวคิดที่เอาไว้ศึกษาต่อไปในภายภาคหน้าเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน  เทคโนโลยีพัฒนาจนก้าวหน้ามากพอที่จะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยาก  และมนุษย์นำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ปัญญาประดิษฐ์แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท  ขึ้นอยู่กับหลักต่างๆ ซึ่งช่วยแบ่งแยกชนิด  ระดับความสามารถ  เทคโนโลยีที่ใช้ และความซับซ้อน ความหลากหลายของปัญญาประดิษฐ์ทำให้เริ่มเกิดปัญหาเมื่อนำมาใช้งานในด้านต่างๆ  เพราะแม้ตัวปัญญาประดิษฐ์เองเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือส่วนหนึ่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์  แต่เมื่อนำไปใช้กับเครื่องจักรต่างๆ ที่ปัจจุบันนับว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ในตัวเสียแล้ว ย่อมนำไปใช้งานได้หลากหลายตามชนิดและประเภทของเครืองจักรนั้นๆ

            การนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้านต่างๆ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และตัวปัญญาประดิษฐ์เองก็ซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ  และมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ทั้งต่อผู้ประกอบกิจการด้วยกันเอง  และระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค  แต่ยังไม่วิธีกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้อย่างเป็นระบบและอย่างชัดเจน  เพื่อดูแลและควบคุมปัญญาประดิษฐ์และปัญหาที่เกิดขึ้น  และควบคุมดูแลความเสี่ยงไม่ให้สาธารณะเสียหายจากการใช้ปัญญาประดิฐ์  จึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้  และส่งเสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่ในประเทศไทย

            การกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้คือ  การกำกับดูแลทั้งระบบ  กล่าวคือ  กำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ทุกชนิด  ทุกประเภท ทุกการใช้งาน อย่างเป็นระบบ  เพราะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีกว่าการกำกับดูแลเฉพาะปัญญาประดิษฐ์บางส่วน  และประหยัดว่า  อีกทั้งสามารถดูแลตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญญาประดิษฐ์  ซึ่งก็คือขั้นการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์  ไปจนถึงหลังจากนำปัญญาประดิษฐ์ที่ผ่านการพัฒนาและทดสอบเรียบร้อยแล้วออกใช้งานเพื่อติดตามผลและปรับปรุงแก้ไข 

            การแก้ไขปรับปรุงอาจเริ่มจากใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ก่อนเท่าที่ทำได้  เพราะรวดเร็วกว่าการตรากฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับ  เพื่อกำกับดูแลบางเรื่องไปพลางก่อน  จากนั้นจึงเริ่มวางระบบกำกับดูแลส่วนต่างๆ เพิ่มเติม  รูปแบบกำกับดูแลที่เหมาะสมของประเทศไทยคือแบบกระจายอำนาจ  เพราะมีขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ใหญ่  และมีหน่วยงานที่กำกับดูแลแต่ละส่วนหรือแต่ละกิจการที่ปัญญาปรพดิษฐ์เข้าไปมีบทบาทอยู่แล้ว  เพียงกำหนดเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่กำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับส่วนหรือกิจการที่หน่วยงานต่างๆ ดูแลเท่านั้น  ซึ่งอาจกำหนดให้ใช้ระบบใบอนุญาตที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อควบคุมดูแลปัญญาประดิษฐ์ตามความเสี่ยง 

            ขั้นต่อไปคือ ตรากฎหมายเพื่อกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ  มีเนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ทั้งหมดตั้งแต่กำหนดนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง  การแบ่งกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ตามความเสี่ยงเพื่อกำหนดระดับความเข้มงวดที่จะกำกับดูแล  มาตรการดูแลตั้งแต่ก่อนที่จะนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้งาน  ไปจนถึงขั้นผ่านการทดสอบสุดท้ายของสถาบันทดสอบเทคโนโลยีเพื่อเตรียมพร้อมนำไปใช้งาน  โดยระดับความเข้มงวดขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยง  หากปัญญาประดิษฐ์ใดมีความเสี่ยงสูงย่อมต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวดมาก  และหลังจากนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้งานแล้วก็ต้องมีมาตรการกำกับดูแล  ซึ่งความเข้มงวดขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์เช่นเดียวกัน  รวมถึงจัดตั้งศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีเพื่อจำแนกปัญญาประดิษฐ์ตามความเสี่ยง นอกจากนี้  ยังต้องกำหนดเรื่องจัดตั้งองค์กรดูแลที่เกี่ยวข้อง  และอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์  รวมถึงมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็น  และกระบวนการดูแลที่ชัดเจน  โดยอาจควบคุมดูแลร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน  และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับอื่นๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  และนอกจากมีบทบัญญัติควบคุมดูแลแล้ว  ยังอาจเพิ่มบทบัญญัติในลักษณะส่งเสริมให้พัฒนาและใช้ปัญญาประดิษฐ์ด้วยก็ได้  หรืออาจทำเป็นคำแนะนำหรือคู่มือเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์

            นอกจากนี้  ยังต้องจัดต้ององค์กรเพิ่มเติม  ได้แก่  องค์กรกลางที่ดูแลการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) และองค์กรกำหนดนโยบายกลางร่วมกัน  องค์กรดูแลการแบ่งปันข้อมูลมีหน้าที่ดูแลการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ที่ต้องใช้กับปัญญาประดิษฐ์  เพื่อลดข้อขัดแย้งและปกป้องข้อมูลต่างๆ  โดยทำข้อตกลงแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing Agreement) นอกจากนี้ ยังต้องจัดทำศูนย์ทดสอบเทคโนโลยี  และศูนย์ทดสอบกฎหมายควบคู่กันไป

            ส่วนองค์กรกำหนดนโยบายกลางมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายกลางเกี่ยวกับการกำกับดูแลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  โดยตั้งเป็นคณะกรรมการกลางร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีลักษณะกำกับดูแลร่วมกัน  โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยี  การศึกษา  หรือวิทยาศาสตร์  และตัวแทนของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการและผู้บริโภค การดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสำคัญต่อการจัดทำศูนย์ทดสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง(Regulatory Sandbox) เพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและประสานงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี  และอาจตั้งอนุกรรมการเพื่อดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละด้านเพื่อความเหมาะสมต่อการกำกับดูแล

            การควบคุมดูแลปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม  ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้พัฒนาและใช้งานปัญญาประดิษฐ์อย่างคุ้มค่าย่อมทำให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง  และลดปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล  เพื่อให้สังคมดำเนินไปควบคู่กับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วได้อย่างไร้กังวล

Share :

THNIC Facebook Page

Member of

โครงการของมูลนิธิ

RECENT POST